เกี่ยวกับธีระธรฌ์คลินิก บทความน่ารู้จากคุณหมอกันน์ บทความน่ารู้จากคุณหมอกันน์ (คลิ๊ก) โบท็อกซ์รักษาอาการไมเกรน ได้จริงหรือ?

 By Dr.Gunn

โบท็อกซ์รักษาอาการไมเกรน ได้จริงหรือ?

ใครไม่เคยปวดไมเกรนก็คงไม่รู้ว่า อาการปวดไมเกรนนั้นทรมาณมากขนาดไหน และมีผลต่อการดำเนินชีวิตมากอย่างไร เรียกว่าปวดมากจนไม่สามารถทำอะไรได้ ต้องหยุดงาน หยุดเรียน ที่สำคัญ ไม่น่าเชื่อว่า มีคนจำนวนมากที่ต้องทนทุกข์ทรมาณกับอาการปวดไมเกรน สำหรับในเมืองไทยพบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน มากถึง 17% โดยผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่าครับ

อาการปวดศีรษะแบบไมเกรนนั้น มีลักษณะค่อนข้างชัดเจน กล่าวคือ มักจะปวดบริเวณขมับโดยอาจจะปวดข้างเดียว หรือทั้งสองข้างก็ได้ บางกรณีอาจมีการปวดวนกันไป และมักจะปวดข้างเดิมอยู่ซ้ำ ๆ ส่วนอีกบริเวณหนึ่งที่พบมาก ได้แก่ บริเวณเบ้าตา ลักษณะของการปวด ก็มักจะปวดตุ้บๆ ตามจังหวะของชีพจร ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

อาการปวดศรีษะไมเกรนที่เกิดขึ้นนี้ อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หรืออาจเกิดขึ้นเรื้อรังไม่หายขาด ซึ่งหากมีอาการปวดศรีษะมากกว่าหรือเท่ากับ 15 วันต่อเดือน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน จะถือได้ว่าเป็นอาการของโรคปวดศรีษะไมเกรนชนิดเรื้อรัง

โบท๊อกซ์  นั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในวงการเสริมความงาม ว่าช่วยทำให้ริ้วรอยบนใบหน้าหายไป ช่วยให้ดูอ่อนวัย ในเวลาไม่กี่นาที มาถึงตอนนี้โบท๊อกซ์ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ริ้วรอยหาย แต่ยังช่วยให้อาการปวดศีรษะไมเกรนหายไปอีกด้วย ในอดีตการรักษาก็จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการ หรือทานยาแก้ปวด ซึ่งไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุ และไม่ได้ทำให้อาการหายไปแต่อย่างใด

ทำไม โบท๊อกซ์ จึงรักษาอาการไมเกรนได้

อาการปวดศีรษะ ไมเกรน เกิดจากการตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอ ทำให้รบกวนระบบการไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เกิดอาการตึงและปวด และตามมาด้วยอาการของเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ เห็นแสงระยิบระยับ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน

โบท๊อกซ์ ซึ่งเป็นโปรตีนบริสุทธิ์ สกัดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่ออกฤทธิ์ในการช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่หดตัว ทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นคลายตัว ทำให้ อาการตึงตัวของกล้ามเนื้อ บริเวณบ่าและคอ ที่เป็นต้นเหตุของอาการปวดไมเกรน คลายตัว ช่วยให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น เป็นการรักษาอาการปวดไมเกรนที่ต้นเหตุ สามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดศรีษะ ลดความถี่ของอาการปวดศรีษะ รวมทั้งทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยาฉีด ยังมีความปลอดภัยสูง และยังพบว่าผู้รับการรักษาไมเกรนด้วยการฉีดโบท๊อกซ์   ริ้วรอยที่บริเวณหน้าผากลดน้อยลง ถือเป็นผลข้างเคียงที่สร้างความพึงพอใจให้กับผู้เข้ารับการรักษา ไม่เพียงแต่หายปวดไมเกรน แต่ยังดูอ่อนวัยลง

สำหรับการฉีดโบท๊อกซ์เพื่อรักษาไมเกรน จะฉีดในทุกๆ 3 เดือน และมีตำแหน่งการฉีดเฉพาะ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องได้รับการฉีดโดย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ผ่านการอบรมการฉีดเพื่อลดอาการไมเกรนโดยเฉพาะ ไม่เช่นนั้นก็อาจไม่ได้ผล

ไมเกรนเกิดจากระบบรับความรู้สึกเจ็บปวด บริเวณใบหน้ามีความไวมากกว่าปกติ เจออะไรกระตุ้นนิดกระตุ้นหน่อย ก็ทำให้ปวดหัวขึ้นมาได้ไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ เจออะไรกระตุ้นนิดกระตุ้นหน่อยก็ทำให้ปวดหัวขึ้นมาได้ เกิดการอักเสบของเส้นเลือด สมอง และเส้นประสาท ซึ่งพบได้ในผู้หญิงร้อยละ 18 และพบในผู้ชายร้อยละ 6 และจะพบมากที่สุดในช่วงอายุ 25 ปี และ 55 ปี สามารถสังเกตอาการได้ดังนี้

• ปวดศีรษะนาน 4-72 ชั่วโมง (ไม่ได้รับยา)

• ปวดศีรษะด้านเดียว (พบการปวด 2 ข้างได้ 40-50%)

• มีอาการปวดตุบๆ เมหือนเส้นเลือดเต้น หรอืปวดแบบหนักๆ บีบๆ ก็ได้

• ปวดรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก

• ปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวศีรษะหรือร่างกาย

• มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือไวกับแสง/เสียง

• ซึ่งบางรายอาจมีอาการนำมาก่อนการปวดศีรษะ

ผลกระทบจากโรคปวดศีรษะไมเกรน

80% ของผู้ป่วยไมเกรน มีอาการปวดศีรษะรุนแรงมาก

60% มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับอาการปวดศีรษะ

50% มีอาการไวกับแสง และไวกับเสียงร่วมด้วย

75% มีประสิทธิภาพการเรียนหรือทำงานลดลง

50% ต้องหยุดงานหรือหยุดเรียน เนื่องจากปวดศีรษะไมเกรน

หลายทางเลือกรักษาไมเกรน

• การรักษาแบบให้ยาป้องกัน

ยากลุ่มอาการชัก ยาต้านซึมเศร้า ยายับยั้งตัวจับแคลเซียม ยายับยั้งตัวรับเบต้า เป็นต้น ซึ่งต้องรับประทานยาทุกวันติดต่อกันประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี โดยยาจะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากรับประทานประมาณ 2 สัปดาห์ ช่วยลดความรุนแรงของอาการไมเกรน ลดความถี่ ทำให้ยาแก้ปวดออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น

การป้องกันไมเกรนโดยการใช้วิตามินและเกลือแร่

• แมกนีเซียม (Magnesium) 400-600 มิลลิกรัมต่อวัน

• วิตามินบี 2 (Riboflavin) 400 มิลลิกรัมต่อวัน

• โคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyme Q10) 150-300 มิลลิกรัมต่อวัน

ค็อกเทลรักษาอาการปวดศีรษะ (Headache Cocktail)

ใช้ยาฉีดร่วมกันหลายชนิด เพื่อลดอาการปวดศีรษะและการกลับเป็นซ้ำให้ผลดีกว่าการฉีดยาแก้ปวดอย่างเดียว ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการดีขึ้นมากในไม่ถึงชั่วโมง ลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้

• การรักษาไมเกรนโดยไม่ใช้ยา

• การฝังเข็ม

• การทำกายภาพบำบัด

• หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น

• การบำบัดโดยการปรับพฤติกรรมและความคิด

• การฝึกการผ่อนคลาย

• ไบโอฟีดแบค (Biofeedback) เป็นการให้ผู้ป่วยเรียนรู้การควบคุมการทำงานของร่างกาย เช่น การหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิที่ปลายมือ และการกำหนดจิต

• การกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (transcranial magnetic stimulation) เหนี่ยวนำให้เกิดไฟฟ้ากระแสตรง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในสมอง การใช้อุปกรณ์ปล่อยกระแสไฟฟ้า (cefaly) คาดไว้บริเวณหน้าผาก เพื่อกระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 (trigeminal nerve stimulation)

ฉีด “โบท็อกซ์” รักษาไมเกรน

ใครจะรู้จริงๆ ว่าโบท็อกซ์หรือโบทูลินัมท็อกซิน ชนิด เอ (Botulinum toxin Type A) ที่เอาไว้ทำสวยกันนั้นคือ สารพิษชนิดหนึ่งที่มีความแรงมากที่สุดในโลก ออกฤทธิ์โดยทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต เมื่อให้ยากล้ามเนื้อจึงจะคลายตัว นอกจากความสวยความงามที่สาวๆ หนุ่มๆ มักฉีดเพื่อลดริ้วรอยแล้ว โบท็อกซ์ยังมีประโยชน์ทางการแพทย์ด้วย แต่ในเมื่อมีฤทธิ์แรงขนาดนี้แล้ว จะเป็นอันตรายหรือไม่

 

การนำโบท็อกซ์มารักษาไมเกรนเริ่มขึ้นจาก คนไข้มาฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดริ้วรอยกับแพทย์ พบว่าอาการปวดไมเกรนดีขึ้น จึงได้นำมาศึกษาและวิจัยเกิดขึ้นมาหลังจากนั้น ต่อมาองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา จึงอนุญาตให้นำโบท็อกซ์มารักษาโรคปวดไมเกรนเรื้อรังได้

การฉีดโบท็อกซ์รักษาไมเกรนนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นไมเกรนเรื้อรัง (ปวดอย่างน้อย 15 วันต่อเดือน) ซึ่งต้องเข้ามารับการฉีดโบท็อกซ์ ทุก 3 เดือน เนื่องจากเป็นสารพิษชนิดหนึ่ง ร่างกายจึงมีกลไกในการจำกัดสารพิษออกไป สามารถช่วยลดความรุนแรงและความถี่ของอาการปวดศีรษะได้ประมาณ 70% นอกจากนี้ยังมีผลข้งเคียงน้อย หรือผลข้างเคียงลักษณะแบบชั่วคราว เช่น หนังตาตก รูปหน้าเบี้ยว เป็นต้น

โบท็อกซ์ช่วยลดไมเกรนได้อย่างไร

เส้นประสาทจะมีการติดต่อสื่อสารกับเซลล์กล้ามเนื้อ เมื่อมีการติดต่อกัน สารอะเซทธิลโคลีน (Acethyl Choline) จะถูกปล่อยออกมาจับกับตัวรับที่อยู่ในกล้ามเนื้อเส้นประสาท จึงมีการสั่งการให้กล้ามเนื้อหดตัว ซึ่งโบท็อกซ์จะยับยั้งสารอะเซทธิลโคลีน ที่จะไปจับกับผนังเซลล์ ไม่ให้เกิดการส่งสารสื่อประสาท กล้ามเนื้อจึงไม่หดตัวนั่นเอง และนอกจากจะยับยั้งตัว สารอะเซทธิลโคลีน แล้วยังยับยั้งสารสื่อประสาทที่ทำให้เกิดการอักเสบได้ ทำให้รู้สึกเจ็บปวดลดลงได้

หลายคนอาจคิดว่า หากโบท็อกซ์เป็นสารพิษที่ทำให้กล้ามเนื้อถึงขั้นเป็นอัมพาตได้ แล้วจะสามารถรรักษาโรคหรือทำสวยได้อย่างไร ขอบอกว่าแพทย์ใช้ในปริมาณที่น้อยมาก น้อยจนไม่ถึงกับทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตได้ขนาดนั้น ผู้ที่เป็นไมเกรนส่วนหนึ่งจะมีการหดเกร็งหรือมีการหดตัวของกล้ามเนื้อมากเกินไป เนื่องจากมีความวิตกกังวล และความเครียดร่วมด้วย ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้ามีการหดเกร็งเยอะ ซึ่งโบท็อกซ์จึงช่วยยับยั้งการหดตัวได้ดี ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา และได้รับการจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ตามการดูแลตัวเองและการรักษาให้ถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ทางธีระธรฌ์คลีนิก มีความห่วงใยสุขภาพและการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เพราะความงาม ต้องให้ ”ผู้เชี่ยวชาญ” ดูแล

        Theerathorn Clinic (ธีระธรฌ์คลินิก) เป็นคลินิกศัลยกรรมความงาม และ ผิวพรรณครบวงจร รวมถึงเวชศาสตร์ชะลอวัยและแพทย์ทางเลือกเพื่อความสวยงาม อย่างมั่นใจ เราเปิดให้บริการการรักษาโดยทีมแพทย์ที่มากด้วยประสบการณ์ และ มีความเชี่ยวชาญโดยตรง ที่ให้การรักษาแก่คนไข้จริงมาแล้วมากกว่า 1,000 เคส สามารถ ให้คำปรึกษาปัญหาต่างๆได้ตรงตามความต้องการของลูกค้าไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ใบหน้า, ผิวพรรณ, เส้นผม, รูปร่าง และ สัดส่วน "มั่นใจได้เลยว่าเมื่อคุณมาที่ Theera - thorn Clinic คุณจะได้รับมาตรฐานในการรักษาที่ดีที่สุด ในราคาที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน

 เพราะความงาม ต้องให้ “ผู้เชี่ยวชาญ” ดูแล

โดยหมอกันน์ รัฐรุจน์ บารมีไชยภัสร์